เกี่ยวกับ Metrolife

โครงการ Metrolife ทาวน์โฮม และ บ้านเดี่ยวใจกลางเมือง มีพื้นที่ใช้สอยของตัวบ้านกว้างใหญ่ มีถนนส่วนตัวหน้าบ้าน เพิ่มความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการ Metrolife ราคาตอบโจทย์ผู้บริโภค ส่งผลให้โครงการสามารถขายหมดได้ในระยะเวลาอันสั้น

สร้างเมื่อ

ปี

2016

พื้นที่

ตร.ม.

230

จำนวน

ห้องนอน

4

จำนวน

ห้องน้ำ

5

จำนวน

ชั้น

4

โรงจอดรถ

คัน

2

จุดเด่นโครงการ Metrolife 3

  1. ทาวน์โฮม 4 ชั้น โมเดิร์นสไตล์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร (ลาดพร้าว 91)
    พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตร.ม. (ไม่รวมที่จอดรถหน้าบ้านและหลังบ้าน)
  2. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ผลงานคุณภาพ
    เน้นพื้นที่ใช้สอยกว้างเพียงพอ ผสมผสานทุกความลงตัว
  3. แบบบ้าน Modern Style ที่เน้นความโปร่งโล่งสบาย Floor to Floor 3.2 ม.
  4. ปราศจากมลพิษ ปลอดภัยและเงียบสงบ ด้วยถนนส่วนตัวบ้าน
    ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Metrolife ทุกโครงการ
  5. ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง โดยห่างจากถนนลาดพร้าว เพียง 500 ม.
  6. ราคาตอบโจทย์ผู้บริโภคย่านลาดพร้าว ซึ่งทำให้โครงการของ Metrolife
    ที่ผ่านมาสามารถขายหมดได้รวดเร็ว

จุดเด่นโครงการ Metrolife 

Metrolife 1 โครงการทาวน์โฮม 3 ชั้น

สถานที่ตั้ง : ซอยนาคนิวาส 24 (ซ.ลาดพร้าว71)

จุดเด่นโครงการ

  1. เป็นทาวน์โฮม 3 ชั้นใจกลางเมือง ใช้เวลาเดินทางมาออกสู่ ถ.ประดิษฐ์มนูธรรมเพียง 5 นาที
  2. เป็นโครงการที่ฐานรากเป็นเข็มสี่เหลี่ยมตัน ซึ่งสามารถรับน้ำหนักโครงสร้างได้ดีกว่าเสาเข็มรูปตัวไอ นอกจากนี้ยังเป็นเสาเข็มกลุ่มเพิ่มความแข็งแรงให้อาคาร
  3. โครงการมีถนนส่วนตัวหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการ Metrolife เพิ่มความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ถึงแม้จะเป็นโครงการเล็กก็ตาม
  4. ราคาตอบโจทย์ ผู้บริโภคในย่านลาดพร้าว ส่งผลให้โครงการสามารถขายหมดได้ในระยะเวลาอันสั้น

Metrolife 2 โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น

สถานที่ตั้ง : ซอยนาคนิวาส 14 (ซ.ลาดพร้าว71)

จุดเด่นโครงการ

  1. เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ใช้เวลาเดินทางออกสู่ ถ.ประดิษฐ์มนูธรรมเพียง 5 นาที ด้านหลังซอย
    ติดกับเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์
  2. เป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยของตัวบ้านกว้างใหญ่ ห้องนอนขนาดใหญ่ และโถงชั้นล่างขนาด 40 ตร.ม.
  3. โครงการมีถนนส่วนตัวหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการ Metrolife เพิ่มความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ถึงแม้จะเป็นโครงการเล็กก็ตาม
  4. รูปแบบตัวบ้าน ออกแบบสไตล์โมเดิร์น สวยงามเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความทันสมัย

แบบแปลน

Floor Plans
พื้นที่

ตร.ม.

230

จำนวน

ห้องนอน

4

จำนวน

ห้องน้ำ

5

  • ทาวน์โฮม 4 ชั้น ที่จอดรถ 2 คัน
  • 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ
  • 1 ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่
  • พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตร.ม
  • Floor to Floor 3.2 เมตร
Floor Plans
พื้นที่

ตร.ม.

230

จำนวน

ห้องนอน

4

จำนวน

ห้องน้ำ

5

  • ทาวน์โฮม 4 ชั้น ที่จอดรถ 2 คัน
  • 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ
  • 1 ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่
  • พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตร.ม
  • Floor to Floor 3.2 เมตร
Floor Plans
พื้นที่

ตร.ม.

230

จำนวน

ห้องนอน

4

จำนวน

ห้องน้ำ

5

  • ทาวน์โฮม 4 ชั้น ที่จอดรถ 2 คัน
  • 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ
  • 1 ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่
  • พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตร.ม
  • Floor to Floor 3.2 เมตร
Floor Plans
พื้นที่

ตร.ม.

230

จำนวน

ห้องนอน

4

จำนวน

ห้องน้ำ

5

  • ทาวน์โฮม 4 ชั้น ที่จอดรถ 2 คัน
  • 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ
  • 1 ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่
  • พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตร.ม
  • Floor to Floor 3.2 เมตร

เทคนิคความรู้เกี่ยวกับบ้าน

บ้านในเขตร้อนชื้นมักจะประสบปัญหาจากฝนฟ้าอยู่เป็นประจำ หากเรารู้เทคนิคป้องกันล่วงหน้าก็จะช่วยลดความเสียหายให้ทุเลาลงได้

  1. ตรวจเช็คความสมบูรณ์หลังคา ฝ้า ผนัง : 3 จุดสำคัญที่มักจะเป็นปัญหาอยู่ทุกๆปี เจ้าของบ้านต้องหมั่นสังเกตรอยแตกร้าว รูรั่วตามรอยต่อวัสดุ สังเกตได้จากคราบรอยน้ำหยดซึม และเมื่อพบรอยรั่วซึมก็ควรรีบติดต่อช่างผู้ชำนาญ หรือเร่งลงมือซ่อมแซมด้วยตัวเอง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนสร้างความเสียแก่ทรัพย์สินภายในบ้าน รีบป้องกันปัญหารุกรามจากเพียงรอยแตกร้าวเล็กๆ ที่ถูกละเลย
  2. ทำความสะอาดรางน้ำ – ท่อระบายน้ำ : อย่าปล่อยให้มีเศษใบไม้ กิ่งไม้ เศษขยะเอาไปอุดตันปิดกั้นทางไหลของน้ำฝน เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอุดตันจำทำให้น้ำในทางระบายเอ่อล้น เปียกชื้นโครงสร้างส่วนนอก หรือไหลย้อนเข้าไปรั่วซึมภายในบ้านของเราได้
  3. ขัดล้างพื้นหลังฝนตก : หลังฝนตกไม่นานเรามักจะพบคราบน้ำเจิ่งนอง คราบตะไคร่สีเขียวเกาะติดอยู่บนพื้นภายนอก เป็นคราบสกปรกที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้ง่าย จึงควรหมั่นขัดล้างทำความสะอาดหลังฝนตก ไม่ปล่อยทิ้งไว้เป็นคราบสะสมจนขจัดออกยาก
  4. ตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่รอบๆ บ้านให้สั้นลง : เมื่อเกิดพายุฝนตกหนัก กระแสลมกรรโชกแรงอาจจจะทำให้กิ่งไม้ใหญ่หักโค่น หล่นลงมาทับตัวบ้านสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ติดหลังคาบ้าน ที่ต้องระวังกิ่งหักลงมาทับกระเบื้องหลังคาเสียหายและสัตว์เลื้อยคลานใช้กิ่งไม้เป็นทางผ่านเลื้อยเข้าไปในบ้าน
  5. ลงมือปลูกต้นไม้ใหญ่ – ทำไม้ค้ำยันเสริมความแข็งแรง เพราะฤดูฝนเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการปลูกต้นไม้ อากาศมีความชื้นสูง พื้นดินชุ่มฉ่ำ เป็นสารอาหารที่ดีแก่ต้นไม้ เจ้าของบ้านสามารย้ายต้นไม้ใหญ่หรือพืชต้นใหม่ลงพื้นดินในบ้านตอนหน้าฝน ใบไม้จะคายน้ำไม่มาก ลำต้นยึดเกาะกับเนื้อดินอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตได้ดี และเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ต้นไม้ขนาดเล็ก-กลางที่อาจจะโอนเอนโค่นล้มตามแรงลม ควรทำไม้ค้ำรอบด้านยันลำต้นให้ตั้งตรง ช่วยให้รากไม้แผ่ขยาย ยึดเกาะกับพื้นดินมั่นคงยิ่งขึ้น
  6. เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์สนามเข้าที่ร่ม : วัสดุที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์คงไม่สามารถต้านทานลมฝนที่โหมกระหน่ำในฤดูนี้ได้ ควรโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่กลางแจ้งเข้าสู่พื้นที่ร่มใต้ชายคาชั่วคราว หรือหาผ้าใบพลาสติกมาคลุมไว้ก่อน เพื่อยืดอายุการใช้งาน ป้องกันการสึกกร่อนเสื่อมโทรมก่อนเวลาอันควร
  7. ชายคาและกันสาดช่วยบ้านคุณได้ อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่าน้ำฝนมักจะไหลย้อนเข้ามาทางรอยต่อประตู หน้าต่างบริเวณผนัง ทำให้เกิดรอยคราบหยดน้ำ เชื้อรา ตะไคร่ จึงควรติดตั้งชายคาหรือกันสาดเพื่อป้องกันฝนสาดเข้าตัวบ้าน และยังช่วยยืดอายุการใช้งานวัสดุหน้าต่าง-บานประตูไม่ให้ผุพังเร็วอีกด้วย
ฤดูฝนที่เปียกปอนทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เวลาพักผ่อนหลบฝนอยู่ในบ้าน เพราะจะออกเดินทางไปไหนไม่ค่อยสะดวก เราจึงควรเตรียมวิธีการดูแลรักษา ป้องกันปัญหาของบ้านที่อาจจะเกิดในหน้าฝนไว้ให้ดี เพื่อเราจะได้มีสถานที่หลบภัยได้อย่างอุ่นใจ

(ขอบคุณข้อมูลจาก www.dsignsomething.com)
ฐานรากของบ้านเป็นสิ่งที่ให้ความมั่งคงและแข็งแรงให้แก่ตัวบ้านเป็นอันดับแรก ถ้าจะเปรียบเทียบ กับต้นไม้ใหญ่ก็เปรียบเสมือนรากแก้วของต้นไม้เลยที่เดียว ต้นไม้ที่มีรากแก้วใหญ่จะหยั่งรากลึกลงไปในดิน ยิ่งมากเท่าไรก็ย่อมก่อเกิดความมั่งคงแข็งแรงแก่ต้นไม้นั้นมากขึ้นเท่านั้น บ้านก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีฐานรากที่ มั่นคงแข็งแรงผู้อยู่อาศัยก็ย่อมอุ่นใจได้ว่าบ้านที่อยู่นั้นจะไม่เอียงหรือทรุดลงมาในภายหลัง ซึ่งผู้อ่านก็คงได้ ยินข่าวเกี่ยวกับตึกแถวที่เอียงและพังถล่มลงมาซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของฐานรากที่ไม่แข็งแรงนั่นเอง

ส่วนประกอบที่สำคัญของโครงสร้างของฐานรากก็คือส่วนที่อยู่ลึกที่สุดลงไปในดินนั่งก็คือเสาเข็ม ผู้ซื้อบ้านหรือผู้ปลูกบ้านส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญกับเสาเข็มมากนัก เหตุผลหนึ่ง อาจ เป็นเพราะเสาเข็มซ่อนอยู่ใต้ดินเมื่อตอกลงไปแล้วก็หายไป ไม่ปรากฏเป็นหน้าเป็นตาของตัวบ้านแต่ประการใด อีกเหตุผลหนึ่งคงจะเป็นเพราะว่าการกำหนดว่าบ้านแต่ละแบบแต่ละหลังจะต้องใช้เสาเข็มชนิด ใด ขนาดใด เป็นจำนวนเท่าใดนั้น จะต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาคำนวณและกำหนดลงไป ซึ่งควร จะเป็นหน้าที่ของวิศวกรผู้ออกแบบและผู้ควบคุมการก่อสร้างที่จะดำเนินขั้นตอนเหล่านี้ให้เป็นไปด้วยความ เรียบร้อย ผู้ซื้อบ้านหรือผู้ปลูกบ้านส่วนใหญ่มิได้มีพื้นความรู้ในสิ่งเหล่านี้จึงไม่น่าจะเป็นภาระที่จะต้องมากัง วล หรือสนใจกับสิ่งเหล่านี้ ความคิดเช่นนี้จะถูกหรือผิดเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ แต่ในการออกแบบหรือควบคุมการปลูกสร้างบ้าน แต่ละหลัง บางครั้งก็มิใช่ว่าจะถูกต้องสมบูรณ์ไปเสียทั้งหมด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมาตรฐาน ประสบการณ์ และความชำนาญของผู้ออกแบบและผู้ควบคุมการก่อสร้างแต่ละรายด้วย การที่ผู้ซื้อบ้านหรือผู้ปลูกบ้านมีความ รู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านบ้างก็ย่อมจะเป็นการได้เปรียบ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นข้อคิดหรือข้อสังเกต เมื่อพบเห็นสิ่งผิดสังเกตหรือข้อสงสัยจะได้สามารถสอบถามเพื่อขอคำชี้แจงได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าของบ้านสามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตั้งแต่แรก
เสาเข็มที่ใช้กับอาคารบ้านเรือนทั่วไปในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะของการผลิตและการใช้งาน ได้แก่
  1. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ( prestressed concrete pile )
  2. เสาเข็มเจาะ ( bored pile )
  3. เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง ( prestressed concrete spun pile )
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเสาเข็มแต่ละประเภทพร้อมทั้งข้อสังเกตที่สำคัญบางประการ ดังต่อไปนี้

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงเป็นเสาเข็มที่ใช้กันแพร่หลายสำหรับอาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัยทั่วไป เป็นเสาคอนกรีตที่ทำจากปูนซีเมนต์ชนิดแข็งตัวเร็วและโครงเหล็กภายในทำจากลวดเหล็กอัดแรงกำลังสูง กรรมวิธีที่ใช้ในการลงเสาเข็มจะเป็นการตอกกระแทกลงไปในดินโดยใช้ปั้นจั่นซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนและประหยัดค่าใช้จ่าย เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกตามรูปร่างลักษณะของเสาเข็ม ที่ใช้กัน แพร่หลาย ได้แก่
  1. เสาเข็มรูปตัวไอ
  2. เสาเข็มสี่เหลี่ยมตัน
  3. เสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง
  4. เสาเข็มรูปตัวที
ชนิดเสาเข็มที่ใช้สำหรับรับน้ำหนักของตัวบ้านโดยทั่วไปจะเป็นเสาเข็ม รูปตัวไอ ส่วนขนาดและ ความยาวนั้นขึ้นอยู่กับวิศวกรผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนด ส่วนเสาเข็มหกเหลี่ยมหรือแปดเหลี่ยมชนิดกลวง หรือเสาเข็มรูปตัวทีนั้นมักจะใช้กับงานโครงสร้างที่เล็กกว่าหรือการรับน้ำหนักน้อยกว่า เช่น งานฐานราก ของรั้ว

เสาเข็มเจาะ

เสาเข็มเจาะเป็นเสาเข็มอีกประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างจากเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงในลักษณะของการใช้ งาน กรรมวิธีในการทำเสาเข็มเจาะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และจะต้องทำ ณ สถานที่ที่จะใช้งานจริงเลย โดยใช้เครื่องมือเจาะขุดดินลงไปให้ได้ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางและความลึกของเสาเข็มตามที่กำหนดจาก นั้นจึงจะใส่เหล็กเสริมและเทคอนกรีตลงไปเพื่อหล่อเป็นเสาเข็ม

เสาเข็มเจาะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆตามขนาดของเสาเข็มและกรรมวิธีที่ใช้ อันได้แก่
  1. 1. เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก ( Small diameter bored pile )
    เป็นเสาเข็มเจาะที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในช่วง 35-60 เซนติเมตร ( ส่วนใหญ่จะเป็น ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 35, 40, 50, 60 เซนติเมตร ) มีความลึกอยู่ในช่วงประมาณ 18-23 เมตร กรรมวิธีที่ใช้ในการเจาะมักจะเป็นแบบแห้ง ( dry process ) ซึ่งเป็นการขุดเจาะโดยใช้เครื่องมือขุดเจาะ ลงไปตามธรรมดา
  2. 2. เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ( Large diameter bored pile )
    เป็นเสาเข็มเจาะที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 60 เซนติเมตรขึ้นไป ( ส่วนใหญ่จะมี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80, 100, 120, 150 เซนติเมตร ) มีความลึกอยู่ในช่วงประมาณ 25-65 เมตร กรรมวิธีที่ในการเจาะมักจะเป็นระบบเปียก ( wet process ) ซึ่งแตกต่างจากระบบแห้ง คือจะต้องเพิ่ม ขั้นตอนในการฉีดสารเคมีเหลวซึ่งเรียกว่า Bentonite slurry ลงไปในหลุมที่ทำการขุดเจาะ โดยเฉพาะ หลุมที่มีความลึกมากๆถึงชั้นทรายหรือหลุมที่มีน้ำใต้ดิน ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงดันในหลุมที่เจาะและยึดประ สานผิวดินในหลุมเพื่อป้องกันมิให้ผนังหลุมที่เจาะพังทลายลงมา
การใช้เสาเข็มเจาะจะไม่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตรายต่ออาคารข้างเคียง เพราะไม่มี การตอกกระแทกของปั้นจั่นดังเช่นที่ใช้กับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง อีกทั้งขนาดของเสาเข็มเจาะก็อาจทำให้มีขนาดใหญ่โดยมีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 200 เซนติเมตร เพราะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดของขนาดของปั้นจั่นและน้ำหนักของตัวเสาเข็ม ขณะที่เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงนั้นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ใช้กันทั่ว ไปมีขนาดความกว้างของพื้นที่หน้าตัดเพียง 40 เซนติเมตรเท่านั้น อีกทั้งความลึกของเสาเข็มเจาะก็สามมารถเจาะได้ลึกกว่าความยาวของเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ฉะนั้นเสาเข็มเจาะจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารสูงซึ่ง ต้องรับน้ำหนักมากและอาคารที่สร้างใกล้ชิดเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสั่นสะเทือนซึ่งจะเป็นอันตรายต่ออาคาร ข้างเคียง ในทางปฏิบัติแล้วขั้นตอนในการทำเสาเข็มเจาะจะมีรายละเอียดที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่กล่าวไว้มาก ที่กล่าวมาข้างต้นก็เพียงต้องการให้มองเห็นภาพและขั้นตอนของการทำเสาเข็มเจาะเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น การปลูกบ้านพักอาศัยโดยทั่วไปมักจะใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงเพราะมีขั้นตอนที่ง่ายกว่าและราคาถูกกว่า เสาเข็มเจาะ

เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง

เสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรงหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเสาเข็มสปัน เป็นเสาเข็มที่ผลิตที่ใช้กรรมวิธีการ ปั่นคอนกรีตในแบบหล่อซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูงทำให้เนื้อคอนกรีตมีความหนาแน่นสูงกว่าคอนกรีตที่หล่อ โดยวิธีธรรมดา จึงมีความแข็งแกร่งสูง รับน้ำหนักได้มาก เสาเข็มสปันมีลักษณะเป็นเสากลม ตรงกลางกลวง มีโครงลวดเหล็กอัดแรงฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีตโดยรอบ การตอกเสาชนิดนี้สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งวิธีการตอกด้วยปั้นจั่นแบบธรรมดา และวิธีการตอกด้วยระบบเจาะกดเสาเข็มสปัน มีให้เลือกใช้หลายขนาด ที่พบเห็นกันมากมีตั้งแต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 - 100 เซนติเมตร มีความหนาของเนื้อคอนกรีตอยู่ในช่วง 6 - 14 เซนติเมตร โดยมีความยาวอยู่ในช่วง 6 - 18 เมตร ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต ซึ่งความยาวนี้สามารถเพิ่มได้โดยการนำเสามาเชื่อมต่อกัน เนื่องจาก เสาเข็มสปัน มีลักษณะกลวงจึงช่วยลดการสั่นสะเทือนเวลาตอก และถ้าเสาเข็มที่ใช้ความ ยาวมากก็สามารถลดแรงดันของดินในขณะตอกได้โดยการเจาะนำและลำเลียงดินขึ้นทางรูกลวงของเสา ซึ่ง จะช่วยลดความกระทบกระเทือนที่มีต่ออาคารข้างเคียงได้มาก เสาชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นฐานรากของอาคารสูงที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงสูงเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องลมแรงและการเกิดแผ่นดินไหว ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับเสาเข็มที่ใช้และกรรมวิธีในการตอก
ข้อสังเกตในที่นี้จะเน้นกล่าวถึงเฉพาะที่เกี่ยวกับเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เนื่องจากเป็น เสาเข็มที่ใช้ กันแพร่หลายสำหรับอาคารบ้านเรือนทั่วไป
  1. เสาเข็มที่ใช้ควรอยู่ในสภาพที่ดีไม่มีการแตกหักหรือชำรุดมาก่อน ถ้าเป็นไปได้ควร ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ( สมอ. ) โดยมี เครื่องหมายรับรองมาตร ฐานอุตสาหกรรม ( มอก. ) ประทับอยู่ และมีการระบุถึงวัน / เดือน / ปี ที่ทำการผลิตว่าผลิตออกมาเมื่อใด ถ้าเป็นไปได้เสาเข็มที่ใช้ควรจะมีอายุการผลิต 4 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะ เสาเข็มที่เพิ่งผลิตออกมาใหม่คอนกรีต ที่ใช้ทำเสาเข็มยังบ่มตัวไม่เข้าที่ ความแข็งแกร่งยัง มีน้อยอาจเกิดการชำรุดหรือแตกหักระหว่างการตอกได้
  2. เสาเข็มที่มีขนาดยาวอาจใช้เสาเข็มขนาดสั้น 2 ท่อนมาเชื่อมต่อกันได้เพื่อความ สะดวกในการ ตอกหรือความสะดวกในการขนส่ง ทั้งนี้ เสาเข็มที่นำมาเชื่อมต่อกันจะต้องมีลักษณะ และขนาดของพื้นที่หน้าตัดเหมือนกัน กรรมวิธีในการตอกคือจะทำการตอกเสาท่อนแรกลงไปใน ดินจนเกือบมิดก่อนแล้วใช้ปั้นจั่นดึงเสาท่อนที่สองขึ้นมาจรดกับเสาท่อนแรกในแนวตรง แล้วทำการ เชื่อมเหล็กที่ขอบเสาตรงรอยต่อให้ติดกัน การเชื่อมจะต้องเชื่อมอย่างประณีตโดยรอบให้เสาทั้ง 2 ท่อนต่อกันอย่างสนิทและเป็นแนวเส้นตรง จากนั้นจึงใช้ปั้นจั่นตอกลงไปต่อ
  3. การตอกเสาเข็มให้ลึกถึงระดับ การจะดูการตอกเสาเข็มในแต่ละจุดเสร็จสิ้นเรียบ ร้อยได้ผล ตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่นั้น มิใช่ดูแต่เพียงว่าเสาเข็มตอกจมมิดลงไปใน ดินเท่านั้น แต่จะต้องดู จำนวนครั้งในการตอกด้วย ( blow count ) ว่าเสาเข็มแต่ละต้นใช้ จำนวนครั้งในการตอกเท่าใดจนเสาเข็ม จม มิดดิน ถ้าจำนวนครั้งในการตอกน้อยเกินไป คือสามารถตอกลงไปได้ง่าย แสดงว่าความแน่นของดิน ที่จุดนั้นที่จะใช้ในการรับน้ำหนักยัง ไม่เพียงพอ อาจจะต้องมีการต่อเสาเข็มและตอกเพิ่มลงไปอีกจนกว่าจำนวนครั้งในการตอกจะ เป็นไปตามที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม ถ้าจำนวนครั้งในการตอกมากเพียงพอแล้วแม้ว่าเสาเข็มที่ตอกนั้น จะยังจมไม่ มิดก็อาจแสดงว่าความแน่นของดินที่จุดนั้นที่จะใช้ในการรับน้ำหนักเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นจะตอกต่อลงไปอีก เพราะการฝืนตอกต่อไปอาจทำให้เสาเข็มแตกหักหรือชำรุดได้ ส่วนจำนวนครั้งในการตอกเสาเข็ม แต่ละต้นควรจะเป็นเท่าใดนั้นวิศวกรจะเป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของพื้นที่หน้าตัด และความยาวของเสาเข็มนั้น ๆ
ที่มาของบทความ http://srangbaan.com/library-ch5-base.htm
การตรวจรับบ้าน เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนโอนบ้านมาเป็นของเรา เพื่อให้เจ้าของบ้านไม่ต้องมานั่งปวดหัวภายหลังควรตรวจเช็คให้ดี เพราะถ้าเราเซ็นรับบ้านแล้ว ทางโครงการจะไม่ค่อยให้บริการเราเท่ากับที่เรายังไม่ได้เซ็นรับ เพราะฉะนั้นเราควรตรวจให้ละเอียดว่ามีส่วนไหนควรซ่อม ควรปรับปรุงใหม่ก่อนที่จะโอน ว่าแล้วมาดู วิธีการตรวจรับบ้านก่อนโอน กันเลยดีกว่า

พื้นที่นอกบ้าน : รั้วและประตูถือเป็นส่วนแรกก่อนเข้ามาในตัวบ้าน แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้ตัวบ้านนะคะ มาเริ่มตรวจกันเลย
  • ถ้าในกรณีที่เป็นประตูบานเปิด ประตูที่ดีควรจะเปิดได้สะดวก ไม่รู้สึกหนัก ไม่ติดอะไร แต่ก็ต้องไม่ลื่น หรือหลวมจนเกินไปค่ะ
  • ถ้าเป็นประตูบานเลื่อน เวลาเลื่อนไม่ควรมีความรู้สึกฝืดๆ เลื่อนแล้วไม่ตกราง ถ้าเป็นประตูเหล็กก็ควรตรวจเช็คเรื่องสีกันสนิมให้ดีค่ะ

ผนังด้านนอก : ตรวจดูรอยร้าวรอบๆ บ้าน จุดนี้ต้องตรวจให้ดีนะคะ ถ้ามีรอยราวก็แจ้งกับทางวิศวกรที่เดินตรวจงานกับเรา ถ้าเพื่อนๆ เห็นรอยร้าวไม่ต้องกังวลไปนะคะ การฉาบปูนอาจจะมีการร่อน การยืดหยุ่นของเนื้อปูนได้ ไม่ได้เป็นที่โครงสร้างราวค่ะ แต่ก็ต้องดูรอยด้วยนะคะว่าลึกหรือไม่ลึก ถ้าลึกมากก็ควรให้เขาฉาบให้ใหม่ แต่ถ้ารอยไม่ลึกก็ให้เขาโป๊วสีให้ใหม่

พื้น : ตรวจสอบด้วยการสังเกตด้วยตา และการสัมผัสด้วยมือ เช่น พื้นผิวเรียบดี หรือแอ่น และโก่งไหม วิธีง่ายๆ คือการนำลูกแก้ววางบนพื้น และห่างกันประมาณ 10 ซ.ม. แล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน ถ้าไหลไปรวมกันแสดงว่าพื้นเป็นหลุม แต่หากจุดไหนมีลูกแก้วติดอยู่แสดงว่าพื้นปูดค่ะ
  • ถ้าปูพื้นด้วยกระเบื้อง สังเกตง่ายๆ ว่าพื้นโป่งหรือไม่ ให้ใช้เหรียญบาทเคาะที่พื้นดู ว่ามีเสียงที่พื้นหรือเปล่า หากมีให้ทำสัญลักษณ์โดยการมาร์กจุดไว้เพื่อให้ทางโครงการปรับแก้ เพราะพื้นกระเบื้องอาจจะโก่งได้

งานระบบสุขาภิบาล : การทดลองคือต้องเปิดก๊อกน้ำเพื่อดูการไหลของน้ำ ตรวจดูการทำงานของวาล์วทุกตัวว่าใช้งานได้ไหม ตรวจดูว่าช่องน้ำล้นทำงานได้ดีหรือไม่ โดยการขังน้ำไว้ในเครื่องสุขภัณฑ์ อย่าง อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรืออ่างล้างจาน จนน้ำเต็ม แล้วคอยดูว่าน้ำไหลระบายได้สะดวกไหม แล้วปล่อยน้ำออกทันที ถ้าน้ำไหลไม่สะดวก เกิดเสียงดังปุดๆ สันนิษฐานได้ว่าไม่มีท่ออากาศ ท่ออากาศอุดตัน หรือทำท่ออากาศเล็กเกินไป

ระบบไฟ : ตรวจสอบง่ายๆ ให้เปิดไฟในบ้านและนอกบ้านทุกดวง เพื่อตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้ครบทุกดวงหรือไม่ ทดลองใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อดูการทำงาน สำหรับสวิตช์ไฟฟ้าให้ลองเปิด – ปิด เตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กไปด้วย ถ้าทางที่ดีนำอุปกรณ์วัดไฟไปด้วยก็จะดีที่สุดนะคะ

การระบายน้ำ : ให้ลองเอาน้ำมาราด หรือฉีดน้ำให้ทั่วพื้นที่ แล้วสังเกตดูทิศทางการระบายน้ำ ว่าไหลลงสู่ท่อระบายน้ำหรือไม่ ความลาดเอียงของพื้นเพียงพอให้น้ำระบายได้อย่างสะดวกหรือเปล่า ผิวพื้นยุบตัวเกิดเป็นแอ่งน้ำขังหรือไม่ หากเกิดอาการที่ว่าก็ควรแก้ไข อนุโลมไม่ได้

ผนัง : ที่มีลักษณะเหมือนการแตกลายงาที่พื้นผิว ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของปูนฉาบที่แห้งไม่สม่ำเสมอกัน สามารถแก้ไขได้ด้วยการโป๊วสี บางรอยเกิดจากปูนฉาบล่อน เพราะไม่เกาะตัวกับวัสดุก่อผนัง วิธีแก้ไขคือ การสกัดปูนฉาบหน้าออกแล้วฉาบทับใหม่ แต่งสีให้เหมือนเดิม

ฝ้าเพดาน : ให้ตรวจสอบรอยต่อของตัววัสดุจะต้องได้แนวฉาก แผ่นฝ้าไม่เป็นริ้วคลื่นจนขาดความสวยงาม เว้นระยะห่างเท่ากันตลอด ฝ้าเพดานที่ปิดโครงหลังคา จะต้องสังเกตดูว่ามีร่องรอยน้ำรั่วมาจากหลังคาหรือไม่ ถ้ามีก็ควรบอกให้ช่างแก้ไข หาสาเหตุของน้ำรั่วซึม

หลังคา : การตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วซึมของน้ำ สามารถทำได้ด้วยการฉีดน้ำให้ทั่วหลังคา แล้วตรวจดูว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ โดยการสังเกตร่องรอยน้ำหยดที่พื้นหรือคราบน้ำที่ฝ้าเพดาน

งานสี : เรื่องนี้เป็นการตรวจสอบที่ง่ายมากคือ ให้ดูที่ความสม่ำเสมอของเนื้อสี ความกลมกลืน สม่ำเสมอ ไม่มีรอยด่าง เนื้อสีไม่ลอกไม่หลุดร่อน ส่วนใหญ่ทางโครงการจะทำมาดีไม่ค่อยมีที่ติเพราะตรวจสอบง่าย

ประตู หน้าต่าง : ตรวจดูอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ทั้งมือจับ บานพับ กลอนประตู หน้าต่าง ติดตั้งได้เรียบร้อยหรือไม่ ตำแหน่งในการติดตั้งต้องถูกต้อง ได้แนวได้ระดับดูสวยงาม ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนใช้งานลำบาก การเจาะรูกลอนประตู หน้าต่างต้องเรียบร้อย ไม่ฉีกหรือแหว่ง ตำแหน่งของรูกลอนต้องพอดีกับกลอน ไม่หลวมหรือฟิตจนเกินไป ต้องลองใช้งานให้ประตู หน้าต่างทุกบานปิด เปิดได้สะดวก ไม่ติดขัดหรือเกิดเสียงดังขณะใช้งาน กลอนและกุญแจทุกตัวใช้งานได้จริง ลูกฟักบนบานประตูได้ดิ่ง ได้ฉาก ได้ระดับ ขนาดของกรอบบานลูกฟักเจาะเป็นช่องขนาดเท่ากัน

  1. ความสะดวกในการเดินทางออก ถนนใหญ่ การจราจรในกรุงเทพฯ ค่อนข้างหนาแน่น ในชั่วโมงเร่งด่วน ยิ่งอยู่ในซอยเล็ก รถยิ่งติดนาน กว่าถนนใหญ่ คนส่วนมากมักคิดว่าซอยบ้านมีทางออกหลายทาง ช่วยให้สามารถเลี่ยงรถติดได้ ซึ่งในความเป็นจริง ปัจจุบันมี แอพพลิเคชั่นที่ สามารถบอกทางลัดต่างๆในซอยได้ละเอียด ทางลัดที่คิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทราบจึงไม่มีอีกต่อไป บ้านที่อยู่ในซอยตันซึ่งไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนักจึงสามารถเดินทางสะดวกกว่าบ้าน
  2. ถนนในซอยบ้านที่ไม่สามารถใช้เป็นซอยลัด ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องโจรผู้ร้าย การโจรกรรมส่วนมากโจรผู้ร้ายจะเลือกถนนที่สามารถเข้าออกได้หลายทาง เพื่อเพิ่มช่องทางการหลบหนี บ้านที่อยู่ในซอยทางลัดจึงเสี่ยงกว่าบ้านที่อยู่ในซอยตัน
  3. ควรเลือกบ้านที่ใกล้ที่ทำงาน ของคนส่วนใหญ่ในครอบครัว ถ้าเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ควรวางแผนเรื่องสถานที่เรียนลูก ก็จะช่วยลดเวลาเดินทาง ได้มาก
  4. ควรเลือกทำเลบ้าน ที่ใกล้สถานพยาบาลอย่างน้อย 1-2 แห่ง เพราะหากเจ็บป่วยฉุกเฉินก็สามารถเดินทางไปได้ทันท่วงที
  5. ทำเลบ้าน ควรเป็นทำเลที่น้ำไม่ท่วมในช่วงหน้าฝน สามารถสังเกตจากอดีตที่ผ่านมา และระดับของผืนดินที่ไม่ต่ำกว่าที่อื่นๆ บริเวณแวดล้อมของรั้วบ้าน
  6. บ้านที่ดี ในมุมมองด้านการลงทุน ควรซื้อบ้านบนทำเลที่มีความเจริญ เพราะบ้านที่อยู่ในแหล่งที่เจริญ จะมีราคาที่สูงขึ้นทุกๆปี หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ก็สามารถขายได้ไม่ยาก และได้กำไรสูง

สถานที่ใกล้เคียง

  • 64x64

    Metro Life

    โครงการ 1

    โครงการ 2

    7.5 KM
    8.5 KM
  • 64x64

    โรงพยาบาล

    โรงพยาบาลลาดพร้าว

    โรงพยาบาลเวชธานี

    1.5 KM
    3.0 KM
  • 64x64

    สถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ

    สน.โชคชัย4

    สำนักงานเขตลาดพร้าว

    7 KM
    6.9 KM
  • 64x64

    ห้างสรรพสินค้า

    คริสตัลปาร์ค

    นวมินทร์ซิตี้อเวนิว

    เซ็นทรัลลาดพร้าว

    เซ็นทรัล อีสต์วิลล์

    เมเจอร์รัชโยธิน

    CDC

    โฮมโปรสาขาเลียบทางด่วน

    เทสโก้โลตัสสาขาเลียบทางด่วน

    บิ้กซีลาดพร้าว

    เดอะมอลล์บางกะปิ

    7.9 KM
    11.9 KM
    9.7 KM
    7.3 KM
    12.2 KM
    8.9 KM
    6.4 KM
    6.7 KM
    2.0 KM
    4.5 KM
  • 64x64

    มหาวิทยาลัย

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

    16.2 KM
    5.7 KM

สนใจโครงการ Metrolife
ติดต่อ 081-922-0481

ติดต่อเรา

ที่อยู่

ลาดพร้าว 91 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง
กรุงเทพมหานคร 10130

เบอร์โทรศัพท์

081-922-0481

อีเมล์

[email protected]

เวลาทำการ

10 AM to 12 PM, 1 PM to 6 PM

Twitter

Metro Life @ Ladprao

ติดต่อเข้าชมโครงการ